สร้างบ้าน รีโนเวท หรือเปิดร้าน ต้องจ้างใครบ้าง? รู้จักทีมออกแบบและก่อสร้างตั้งแต่โครงการเล็กจนถึงโครงการขนาดใหญ่

Design & Construction Project Team Guide: Who Do You Need for Your Project?

การสร้างบ้านหนึ่งหลัง การรีโนเวทอาคารเก่า หรือการออกแบบร้านค้าและสำนักงาน ไม่ได้มีเพียงสถาปนิก อินทีเรียดีไซเนอร์ และผู้รับเหมาเท่านั้น แต่ยังมีผู้เชี่ยวชาญอีกหลายสาขาที่ทำงานร่วมกัน เพื่อให้โครงการสามารถก่อสร้างได้จริง มีคุณภาพ ปลอดภัย และอยู่ภายใต้งบประมาณที่กำหนด

หนึ่งในคำถามที่เจ้าของโครงการมักพบก่อนเริ่มงานคือ ควรจ้างสถาปนิกหรืออินทีเรียก่อน? งานแบบไหนต้องใช้วิศวกร? ผู้รับเหมาสร้างบ้านกับผู้รับเหมาตกแต่งภายในต่างกันอย่างไร? และโครงการขนาดไหนจำเป็นต้องมี Project Manager?

คำถามเหล่านี้ไม่มีคำตอบเดียวสำหรับทุกโครงการ เพราะประเภทอาคาร ขนาดพื้นที่ ความซับซ้อนของงาน และรูปแบบการว่าจ้าง ล้วนมีผลต่อการจัดทีม

Fractal Studio สตูดิโอออกแบบภายในในกรุงเทพฯ (Bangkok-based Interior Design Studio) จึงรวบรวมบทบาทของผู้เกี่ยวข้องในกระบวนการออกแบบและก่อสร้าง ตั้งแต่โครงการบ้านพักอาศัย ร้านค้า ร้านอาหาร สำนักงาน ไปจนถึงโครงการเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ เพื่อช่วยให้เจ้าของโครงการเข้าใจว่าควรเริ่มต้นอย่างไร และเลือกทีมงานให้เหมาะสมกับงานที่ต้องการ

ประเภทโครงการออกแบบและก่อสร้าง ได้แก่ การสร้างบ้านใหม่ (New Build) งานตกแต่งภายใน (Interior Fit-out) การรีโนเวทอาคาร (Renovation) และการออกแบบร้านค้าในห้างสรรพสินค้า (Retail Fit-out) โดย Fractal Studio บริษัทออกแบบภายในในกรุงเทพฯ


กรณีที่ 1: สร้างบ้านหรืออาคารใหม่บนที่ดินเปล่า (New Building Construction)

สำหรับโครงการสร้างบ้านใหม่ ร้านค้าแบบ Standalone Building อาคารสำนักงาน หรืออาคารพาณิชย์ที่เริ่มต้นจากที่ดินเปล่า ควรเริ่มต้นจากการวางแผนร่วมกับสถาปนิก (Architect) เพื่อพัฒนารูปแบบอาคาร ผังการใช้สอย และแนวทางการออกแบบให้สอดคล้องกับพื้นที่และข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง

ทีมออกแบบหลักโดยทั่วไปประกอบด้วย

  • Architect — สถาปนิก: ออกแบบสถาปัตยกรรม ผังอาคาร รูปทรง และองค์ประกอบของอาคาร

  • Structural Engineer — วิศวกรโครงสร้าง: ออกแบบและคำนวณโครงสร้างเพื่อความมั่นคงแข็งแรง

  • MEP Engineers — วิศวกรงานระบบ: ออกแบบระบบไฟฟ้า สุขาภิบาล เครื่องปรับอากาศ และระบบอื่นตามความจำเป็น

  • Interior Designer — นักออกแบบภายใน: ออกแบบพื้นที่ภายใน เฟอร์นิเจอร์ วัสดุ แสง และรายละเอียดการใช้งาน

แม้การว่าจ้างอินทีเรียดีไซเนอร์อาจไม่ใช่ข้อบังคับสำหรับทุกโครงการ แต่การให้ทีมออกแบบภายในเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจะช่วยให้สถาปัตยกรรมและพื้นที่ภายในทำงานสอดคล้องกันมากขึ้น

ตัวอย่างเช่น ตำแหน่งประตูและหน้าต่าง ความสูงฝ้าเพดาน ตำแหน่งบันได ขนาดห้องน้ำ และการเดินระบบปรับอากาศ ล้วนมีผลต่อการจัดวางเฟอร์นิเจอร์และประสบการณ์การใช้งานภายในอาคาร

หากออกแบบอาคารจนเสร็จแล้วจึงเริ่มพิจารณางานภายใน อาจพบว่าบางพื้นที่ไม่สามารถรองรับฟังก์ชันที่ต้องการได้โดยไม่ต้องแก้ไขแบบเดิม

กรณีที่ 2: ตกแต่งบ้านหรือคอนโดที่ก่อสร้างเสร็จแล้ว (Interior Fit-out)

สำหรับบ้านใหม่ที่ยังไม่ได้ตกแต่งภายใน คอนโดมิเนียม หรือสำนักงานที่มีพื้นที่พร้อมใช้งานในระดับหนึ่ง เจ้าของโครงการสามารถเริ่มต้นปรึกษาบริษัทออกแบบภายใน (Interior Design Firm) ได้โดยตรง

นักออกแบบภายใน อินทีเรียดีไซเนอร์ จะช่วยวางผังการใช้สอย ออกแบบเฟอร์นิเจอร์บิลท์อิน เลือกวัสดุ กำหนดแนวทางแสงสว่าง และจัดทำแบบก่อสร้างตกแต่งภายใน อย่างไรก็ตาม หากงานตกแต่งมีการเปลี่ยนแปลงระบบไฟฟ้า เครื่องปรับอากาศ ระบบสุขาภิบาล หรือมีการดัดแปลงที่กระทบโครงสร้าง จะต้องมีผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบและออกแบบเพิ่มเติม

กรณีที่ 3: รีโนเวทบ้านเก่า ตึกแถว หรืออาคารพาณิชย์ (Building Renovation)

การรีโนเวทอาคารมีความแตกต่างจากการตกแต่งพื้นที่ใหม่ เนื่องจากต้องพิจารณาสภาพอาคารเดิมก่อนเริ่มออกแบบ

ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนตึกแถวเป็นร้านอาหาร การรีโนเวทบ้านเป็นสำนักงาน หรือการปรับอาคารเก่าเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์

สิ่งที่ควรตรวจสอบ ได้แก่ สภาพโครงสร้างเดิม ความสามารถในการรับน้ำหนัก ระบบไฟฟ้า ระบบประปา ความชื้น การรั่วซึม การระบายอากาศ และข้อกำหนดการใช้อาคาร งานประเภทนี้อาจต้องใช้สถาปนิก หรือ อินทีเรียดีไซเนอร์ วิศวกรโครงสร้าง และวิศวกรงานระบบ โดยพิจารณาจากขอบเขตการดัดแปลงจริง

ข้อควรระวัง: ไม่ควรเริ่มรื้อถอนผนัง เจาะพื้น หรือตัดองค์ประกอบอาคารที่อาจเกี่ยวข้องกับโครงสร้างโดยไม่มีการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญที่เหมาะสม

กรณีที่ 4: ออกแบบร้านค้าในห้างสรรพสินค้า (Retail Fit-out in Shopping Malls)

งานออกแบบร้านค้าในศูนย์การค้ามักมีข้อกำหนดเพิ่มเติมจากฝ่ายบริหารอาคารหรือ Tenant Coordination Team

นอกจากการออกแบบภาพลักษณ์ร้านค้าแล้ว ทีมออกแบบยังต้องประสานงานเรื่องระบบไฟฟ้า เครื่องปรับอากาศ ระบบป้องกันอัคคีภัย การระบายอากาศ น้ำดี น้ำทิ้ง และรายละเอียดการเชื่อมต่อกับระบบของอาคารเดิมตามลักษณะร้านค้า

ศูนย์การค้าแต่ละแห่งอาจกำหนดรูปแบบเอกสารและขั้นตอนการอนุมัติแตกต่างกัน เช่น Concept Design, Perspective, Interior Drawings และ MEP Drawings ดังนั้น การออกแบบร้านค้าในห้างจึงไม่ใช่เพียงการจัดวางเคาน์เตอร์ ชั้นโชว์สินค้า และเลือกวัสดุตกแต่ง แต่ยังต้องคำนึงถึงข้อกำหนดทางเทคนิคของอาคารและระยะเวลาการอนุมัติแบบด้วย

2. ทีมออกแบบหนึ่งโครงการ มีตำแหน่งอะไรบ้าง? (Design & Engineering Team)

Architect — สถาปนิก

สถาปนิกทำหน้าที่ออกแบบองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมของอาคาร ตั้งแต่แนวคิดการออกแบบ รูปทรง ผังการใช้สอย การจัดวางอาคาร และการประสานงานกับวิศวกร

สำหรับโครงการสร้างใหม่ สถาปนิกมักเป็นหนึ่งในผู้เกี่ยวข้องหลักตั้งแต่เริ่มต้น โดยมีหน้าที่เกี่ยวกับการจัดทำแบบสถาปัตยกรรมและเอกสารประกอบการขออนุญาตตามขอบเขตที่ได้รับว่าจ้าง

Interior Designer / Interior Architect — นักออกแบบภายใน / สถาปนิกภายใน

นักออกแบบภายในรับผิดชอบการออกแบบพื้นที่ภายในอาคาร โดยให้ความสำคัญกับการใช้งาน ความสัมพันธ์ของพื้นที่ สัดส่วน วัสดุ สี แสงสว่าง เฟอร์นิเจอร์ และรายละเอียดงานตกแต่ง

กระบวนการออกแบบภายในโดยทั่วไปประกอบด้วย Space Planning, Conceptual Design, 3D Visualization, Material Selection, Interior Construction Drawings และ Design Coordination

งานออกแบบภายในที่ดีไม่ได้พิจารณาเพียงความสวยงาม แต่ต้องคำนึงถึงความเป็นไปได้ในการก่อสร้าง วิธีผลิตชิ้นงาน การบำรุงรักษา และความเหมาะสมของงบประมาณด้วย

ทั้งนี้ คำว่า Interior Designer และ Interior Architect อาจมีขอบเขตการทำงานและคุณสมบัติแตกต่างกัน การปฏิบัติงานที่เข้าข่ายวิชาชีพควบคุมต้องเป็นไปตามกฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง

Structural Engineer — วิศวกรโครงสร้าง

รับผิดชอบการออกแบบ คำนวณ และตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้างอาคาร

สำหรับงานรีโนเวท วิศวกรโครงสร้างมีบทบาทสำคัญเมื่อมีการเพิ่มน้ำหนักบรรทุก การเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง การเจาะพื้น หรือการดัดแปลงส่วนที่อาจกระทบความปลอดภัยของอาคาร

MEP Engineers — วิศวกรงานระบบ

MEP ย่อมาจาก Mechanical, Electrical and Plumbing ซึ่งครอบคลุมระบบประกอบอาคารหลายประเภท

  • Electrical Engineer: ระบบไฟฟ้า แสงสว่าง ระบบจ่ายกำลัง และระบบไฟฟ้าที่เกี่ยวข้อง

  • Mechanical Engineer: ระบบปรับอากาศ ระบายอากาศ และเครื่องกลอาคาร

  • Plumbing / Sanitary Engineer: ระบบประปา สุขาภิบาล และการระบายน้ำ

สำหรับอาคารบางประเภท ยังต้องมีการออกแบบระบบป้องกันอัคคีภัย ระบบสื่อสาร ระบบรักษาความปลอดภัย และระบบพิเศษเพิ่มเติม

Landscape Architect — ภูมิสถาปนิก

ออกแบบพื้นที่ภายนอกอาคาร สวน ทางเดิน ลานกิจกรรม พื้นที่สีเขียว และองค์ประกอบภูมิทัศน์

โครงการที่มีพื้นที่ภายนอกขนาดใหญ่หรือมีข้อจำกัดด้านภูมิประเทศควรให้ภูมิสถาปนิกเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ระยะวางแผน

Lighting Designer — นักออกแบบแสงสว่าง

รับผิดชอบการออกแบบคุณภาพและบรรยากาศของแสงภายในหรือภายนอกอาคาร เช่น ระดับความสว่าง การกระจายแสง อุณหภูมิสี การลดแสงแยงตา และระบบควบคุมแสง

สำหรับบ้านพักอาศัยระดับสูง ร้านอาหาร โรงแรม โชว์รูม หรือพื้นที่ที่ต้องการประสบการณ์เฉพาะทาง การมี Lighting Designer จะช่วยยกระดับคุณภาพพื้นที่ได้อย่างมีนัยสำคัญ

โดย Lighting Designer ควรประสานงานกับ Interior Designer และ Electrical Engineer เพื่อให้แนวคิดแสงสว่างสอดคล้องกับความปลอดภัยและการติดตั้งจริง

Specialist Design Consultants — ที่ปรึกษาออกแบบเฉพาะทาง

โครงการที่มีความซับซ้อนอาจต้องมีผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติม เช่น Acoustic Consultant สำหรับงานเสียง, Kitchen Consultant สำหรับครัวเชิงพาณิชย์, Façade Consultant สำหรับเปลือกอาคาร, Fire Safety Consultant สำหรับระบบความปลอดภัย และ AV / IT Consultant สำหรับระบบภาพ เสียง และเครือข่าย

ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ไม่จำเป็นสำหรับทุกโครงการ แต่ควรได้รับการพิจารณาตั้งแต่ต้นหากมีความเกี่ยวข้องกับการใช้งานอาคาร

3. ผู้รับเหมาสร้างอาคารกับผู้รับเหมาตกแต่งภายในต่างกันอย่างไร?

หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อยคือการมองว่าผู้รับเหมาทุกประเภทสามารถทำงานก่อสร้างได้เหมือนกันทั้งหมด

ในความเป็นจริง งานก่อสร้างอาคาร งานตกแต่งภายใน และงานติดตั้งวัสดุเฉพาะทาง มีรายละเอียด วิธีการผลิต และมาตรฐานฝีมือที่แตกต่างกัน

Main Contractor — ผู้รับเหมาหลัก

ผู้รับเหมาหลักรับผิดชอบงานก่อสร้างตามขอบเขตสัญญา เช่น งานโครงสร้าง งานสถาปัตยกรรม งานก่ออิฐ ฉาบปูน ปรับระดับพื้น งานพื้นและฝ้าเพดาน รวมถึงการประสานงานกับผู้รับเหมาระบบ

งานที่มักเหมาะกับทีมผู้รับเหมางานก่อสร้าง ได้แก่ งานโครงสร้าง งานเปียก งานกันซึม งานก่อฉาบ งานปรับระดับพื้น
งานปูกระเบื้อง และงานฝ้าฉาบเรียบทั่วไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเชี่ยวชาญของผู้รับเหมาที่ได้รับคัดเลือก

Interior Contractor — ผู้รับเหมาตกแต่งภายใน

ผู้รับเหมาตกแต่งภายในมีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตและติดตั้งงานตกแต่ง เช่น เฟอร์นิเจอร์บิลท์อิน งานไม้ งานวีเนียร์ งานลามิเนต งานหินตกแต่ง งานโลหะ และรายละเอียดตกแต่งพิเศษ

งานประเภทนี้ต้องการความแม่นยำของขนาด รอยต่อ ผิววัสดุ และวิธีการประกอบชิ้นงาน

ตัวอย่างเช่น เคาน์เตอร์ต้อนรับที่มีรูปทรงโค้ง ผนังตกแต่งไม้ที่ต้องควบคุมแนวรอยต่อ หรืองานเฟอร์นิเจอร์ที่ต้องซ่อนระบบไฟฟ้าไว้ภายใน ล้วนต้องอาศัยความเข้าใจทั้งตัวแบบที่ดีไซน์เนอร์ออกแบบและกระบวนการผลิตจริง

การเลือกผู้รับเหมาที่ไม่เชี่ยวชาญงานประเภทนั้นอาจส่งผลให้รายละเอียดที่ก่อสร้างออกมาแตกต่างจากแบบ แม้จะใช้วัสดุชนิดเดียวกันก็ตาม

สำหรับงานฝ้าเพดานรูปทรงโค้งหรืองานตกแต่งที่ซับซ้อน ควรเลือกทีมที่มีประสบการณ์เฉพาะทาง และพิจารณาจัดทำ Mock-up ก่อนเริ่มงานจริง

MEP Contractor — ผู้รับเหมางานระบบ

รับผิดชอบการติดตั้งระบบไฟฟ้า ระบบปรับอากาศ ระบบสุขาภิบาล และระบบประกอบอาคารตามแบบวิศวกรรมที่เกี่ยวข้อง

งานระบบควรได้รับการประสานกับงานตกแต่งภายในตั้งแต่ก่อนเริ่มก่อสร้าง โดยเฉพาะตำแหน่งช่องเซอร์วิส ฝ้าเพดาน โคมไฟ หัวจ่ายลม และอุปกรณ์ที่ต้องติดตั้งร่วมกับเฟอร์นิเจอร์

Specialist Contractor / Supplier-appointed Installer — ผู้รับเหมาเฉพาะทาง

วัสดุบางประเภทต้องใช้วิธีติดตั้งเฉพาะ หรือผู้จำหน่ายอาจมีเงื่อนไขการรับประกันที่กำหนดให้ใช้ทีมติดตั้งที่ได้รับการรับรอง

ตัวอย่างเช่น พื้น SPC พื้นไม้จริง วอลล์เปเปอร์ ระบบประตูอัตโนมัติ ผนังกระจก และวัสดุปิดผิวพิเศษ

ก่อนสั่งซื้อวัสดุ เจ้าของโครงการควรตรวจสอบให้ชัดเจนว่าราคาที่ได้รับรวมค่าติดตั้งหรือไม่ ใครเป็นผู้เตรียมพื้นผิว ใครรับผิดชอบความเสียหายระหว่างติดตั้ง และการรับประกันครอบคลุมงานส่วนใดบ้าง

การเลือกผู้รับเหมาที่เหมาะสมไม่ควรพิจารณาจากราคาต่ำที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่ควรดูประสบการณ์ ผลงานที่ผ่านมา คุณภาพทีมช่าง และความสามารถในการทำงานตามรายละเอียดที่กำหนด

4. เจ้าของโครงการจำเป็นต้องจ้าง Project Manager หรือ Construction Manager หรือไม่?

สำหรับโครงการขนาดเล็ก เจ้าของโครงการอาจบริหารงานร่วมกับทีมออกแบบและผู้รับเหมาได้ หากมีเวลา ความเข้าใจ และมีการกำหนดหน้าที่รับผิดชอบอย่างชัดเจน

แต่เมื่อโครงการมีผู้รับเหมาหลายราย มีระบบวิศวกรรมซับซ้อน หรือมีงบประมาณสูง การมีทีมบริหารและควบคุมโครงการจะช่วยลดความเสี่ยงจากการประสานงานที่ไม่ต่อเนื่อง

Project Manager (PM) — ผู้จัดการโครงการ

Project Manager รับผิดชอบการบริหารภาพรวมของโครงการ ตั้งแต่การวางแผน ขอบเขตงาน งบประมาณ ระยะเวลา การประสานงาน และการติดตามความก้าวหน้า

PM ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการบริหารโครงการ โดยช่วยให้เจ้าของโครงการสามารถตัดสินใจจากข้อมูลที่ชัดเจน และติดตามสถานะงานได้อย่างเป็นระบบ

Construction Manager (CM) — ผู้บริหารงานก่อสร้าง

Construction Manager เน้นการบริหารงานในช่วงก่อสร้าง เช่น การจัดลำดับงาน การประสานผู้รับเหมา การติดตามแผนงาน การจัดการปัญหาหน้างาน และการติดตามคุณภาพกับความก้าวหน้า

ในบางโครงการ PM และ CM อาจอยู่ในบริษัทที่ปรึกษาเดียวกัน หรือมีขอบเขตหน้าที่ทับซ้อนกันได้ตามรูปแบบการว่าจ้าง

Construction Supervisor / Site Inspector — ผู้ควบคุมและตรวจงานก่อสร้าง

ทำหน้าที่ติดตามและตรวจสอบงานที่ดำเนินการในพื้นที่จริง เช่น ตรวจวัสดุ ตรวจรายละเอียดการติดตั้ง ตรวจความเรียบร้อย และบันทึกข้อบกพร่องก่อนส่งมอบ

ควรแยกบทบาทของผู้ตรวจงานที่ได้รับว่าจ้างจากเจ้าของโครงการ ออกจากผู้ควบคุมงานประจำไซต์ของผู้รับเหมา เพื่อให้เข้าใจความรับผิดชอบของแต่ละฝ่ายอย่างถูกต้อง

Quantity Surveyor (QS) / Cost Consultant — ผู้ถอดปริมาณและบริหารต้นทุน

สำหรับโครงการที่มีมูลค่าสูงหรือมีรายการงานก่อสร้างจำนวนมาก การมีผู้เชี่ยวชาญด้านต้นทุนช่วยให้เจ้าของโครงการตรวจสอบและบริหารงบประมาณได้อย่างมีระบบ

หน้าที่อาจประกอบด้วยการถอดปริมาณงาน จัดทำ Bill of Quantities (BOQ) ประมาณราคาก่อสร้าง วิเคราะห์ราคาจากผู้รับเหมา ตรวจสอบงานเพิ่มลด และติดตามต้นทุนระหว่างดำเนินโครงการ

การมี QS ไม่ได้หมายความว่าต้นทุนจะต่ำที่สุดเสมอไป แต่ช่วยให้เจ้าของโครงการมีข้อมูลที่ชัดเจนขึ้นในการเปรียบเทียบราคาและควบคุมการเปลี่ยนแปลงงบประมาณ

5. ขนาดโครงการมีผลต่อการจัดทีมออกแบบและก่อสร้างอย่างไร?

ขนาดพื้นที่เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ใช้ประเมินจำนวนผู้เกี่ยวข้อง แต่ไม่ใช่ปัจจัยเดียวในการกำหนดทีม

เพื่อให้เห็นภาพ สามารถแบ่งโครงการออกเป็นกลุ่มโดยประมาณดังนี้

Small Scale — โครงการขนาดเล็ก ต่ำกว่า 100 ตร.ม.

ตัวอย่างเช่น ร้านค้าขนาดเล็ก คีออสก์ คาเฟ่ขนาดเล็ก และการรีโนเวทพื้นที่บางส่วนของบ้านหรือคอนโด

โดยทั่วไปอาจเริ่มจาก Interior Designer และ Interior Contractor พร้อมเพิ่มวิศวกรหรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางตามลักษณะงาน

Small to Medium Scale — โครงการขนาด 100–500 ตร.ม.

ตัวอย่างเช่น บ้านพักอาศัย ทาวน์เฮาส์ ตึกแถว ร้านอาหาร คาเฟ่แบบ Standalone โชว์รูม และสำนักงานขนาดเล็ก

โครงการกลุ่มนี้อาจมีทั้งงานออกแบบสถาปัตยกรรม งานตกแต่งภายใน และงานระบบวิศวกรรม ขึ้นอยู่กับว่าเป็นงานสร้างใหม่หรือปรับปรุงอาคารเดิม

สำหรับโครงการที่มีงานตกแต่งภายในจำนวนมาก การแยกทีมผู้รับเหมางานก่อสร้างและผู้รับเหมาตกแต่งภายในอย่างเหมาะสมจะช่วยให้เลือกผู้เชี่ยวชาญได้ตรงกับลักษณะงาน

Medium Scale — โครงการขนาด 500–2,000 ตร.ม.

ตัวอย่างเช่น บ้านพักอาศัยขนาดใหญ่ สำนักงาน โชว์รูม โรงแรมบูทีค และพื้นที่เชิงพาณิชย์

โครงการขนาดนี้มักต้องการการประสานงานหลายสาขา และควรพิจารณาให้มีผู้รับผิดชอบด้านการบริหารโครงการ การตรวจงาน และการควบคุมต้นทุนอย่างชัดเจน

Large Scale — โครงการขนาด 2,000–10,000 ตร.ม.

ตัวอย่างเช่น อาคารสำนักงาน โรงแรม อาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ และโครงการเชิงพาณิชย์ที่มีหลายฟังก์ชัน

โครงการประเภทนี้มักมีทีมออกแบบหลายสาขา ทีมวิศวกรรม ผู้รับเหมาหลายประเภท รวมถึงทีมบริหารงานก่อสร้างและควบคุมต้นทุน

Major / Complex Scale — โครงการมากกว่า 10,000 ตร.ม.

ตัวอย่างเช่น ศูนย์การค้า โรงพยาบาล อาคารสูง โรงแรมขนาดใหญ่ และโครงการ Mixed-use Development

โครงการกลุ่มนี้อาจมี Design Manager, Project Manager, Construction Manager, Quantity Surveyor, BIM Coordinator, QA/QC Team และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม การแบ่งพื้นที่ข้างต้นเป็นเพียงแนวทางเพื่ออธิบายการจัดทีม ไม่ใช่เกณฑ์บังคับตามกฎหมาย

โครงการร้านอาหารขนาด 200 ตร.ม. ที่มีครัวเชิงพาณิชย์และระบบประกอบอาคารซับซ้อน อาจต้องการผู้เชี่ยวชาญมากกว่าสำนักงานขนาด 500 ตร.ม. ที่มีระบบเดิมพร้อมใช้งานอยู่แล้ว

6. ทำไมการเลือกทีมก่อสร้างผิดประเภทจึงทำให้โครงการมีปัญหา?

การก่อสร้างที่มีคุณภาพไม่ได้ขึ้นอยู่กับแบบออกแบบเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้รับเหมา กระบวนการผลิต และการประสานงานระหว่างทีม

ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น

รายละเอียดงานตกแต่งไม่ตรงกับแบบ: ผู้รับเหมาที่ไม่มีประสบการณ์ด้านงานตกแต่งละเอียดอาจไม่เข้าใจการควบคุมรอยต่อ วัสดุปิดผิว และวิธีการผลิตที่เหมาะสม

งานระบบขัดแย้งกับงานตกแต่ง: ตำแหน่งท่อ เครื่องปรับอากาศ หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าอาจชนกับฝ้าเพดานและเฟอร์นิเจอร์ หากไม่มีการประสานงานก่อนติดตั้ง

เกิดงานแก้ไขและต้นทุนเพิ่ม: เมื่อรายละเอียดก่อสร้างไม่ชัดเจน อาจเกิดการรื้อถอนหรือแก้ไขงานที่ดำเนินการไปแล้ว ส่งผลต่อทั้งงบประมาณและระยะเวลา

ไม่ชัดเจนว่าใครรับผิดชอบงาน: หากเจ้าของโครงการว่าจ้างผู้รับเหมาหลายรายโดยไม่มีการแบ่งขอบเขต อาจเกิดปัญหาว่าใครเป็นผู้เตรียมพื้นที่ ใครเป็นผู้ติดตั้ง และใครรับผิดชอบงานที่เสียหาย

การจัดทำขอบเขตงาน (Scope of Work) การกำหนดความรับผิดชอบ การตรวจสอบ Shop Drawings และการอนุมัติตัวอย่างวัสดุก่อนผลิตจริง จึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

7. ขั้นตอนการออกแบบภายใน ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงก่อสร้าง

สำหรับเจ้าของบ้านหรือผู้ประกอบการที่กำลังวางแผนจ้างบริษัทออกแบบภายใน กระบวนการทำงานโดยทั่วไปสามารถแบ่งได้ดังนี้

01 — Project Brief & Programming

รวบรวมความต้องการของเจ้าของโครงการ วิเคราะห์พื้นที่ ฟังก์ชันการใช้งาน งบประมาณ และเป้าหมายของโครงการ

02 — Preliminary Design

พัฒนาแนวคิดการออกแบบ ผังการใช้สอย Mood Board วัสดุเบื้องต้น และภาพ Perspective เพื่อกำหนดทิศทางของโครงการ

03 — Design Development / Definitive Design

พัฒนารายละเอียดการออกแบบให้ชัดเจนขึ้น ทั้งขนาด วัสดุ ระบบแสงสว่าง เฟอร์นิเจอร์ และองค์ประกอบภายใน

04 — Interior Construction Drawings

จัดทำแบบก่อสร้างภายในเพื่อสื่อสารรายละเอียดให้ผู้รับเหมาใช้ประกอบการเสนอราคาและดำเนินงาน โดยประสานกับแบบสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมที่เกี่ยวข้อง

05 — Contractor Tender / Contractor Briefing

นำแบบและรายละเอียดไปใช้ในการคัดเลือกผู้รับเหมา เปรียบเทียบราคา และชี้แจงขอบเขตงานให้ตรงกัน

06 — Construction & Design Coordination

ระหว่างก่อสร้าง ทีมออกแบบสามารถให้บริการประสานงานด้านการออกแบบ ตรวจสอบตัวอย่างวัสดุ และชี้แจงรายละเอียดตามขอบเขตสัญญา

การให้บริการ Design Coordination ไม่ได้หมายถึงการรับหน้าที่บริหารโครงการหรือควบคุมงานก่อสร้างทั้งหมดโดยอัตโนมัติ เจ้าของโครงการควรตรวจสอบขอบเขตบริการดังกล่าวก่อนว่าจ้าง

8. ก่อนจ้างบริษัทออกแบบภายใน เจ้าของโครงการควรเตรียมอะไรบ้าง?

การเตรียมข้อมูลเบื้องต้นจะช่วยให้ทีมออกแบบประเมินขอบเขตงาน ระยะเวลา และค่าบริการได้เหมาะสมมากขึ้น

ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ประเภทโครงการ ที่ตั้ง ขนาดพื้นที่ แบบแปลนหรือข้อมูลอาคารเดิม รูปภาพพื้นที่ ความต้องการใช้งาน งบประมาณ และช่วงเวลาที่ต้องการเริ่มก่อสร้าง

หากยังไม่มีแบบแปลนหรือยังไม่ทราบงบประมาณที่เหมาะสม เจ้าของโครงการสามารถเริ่มต้นจากการปรึกษาทีมออกแบบเพื่อช่วยกำหนดแนวทางและขอบเขตงานก่อนตัดสินใจดำเนินโครงการได้

สิ่งสำคัญคือการแยก ค่าบริการออกแบบ (Design Fee) ออกจาก ค่าก่อสร้าง (Construction Cost) และตรวจสอบว่าข้อเสนอครอบคลุมงานส่วนใดบ้าง

นอกจากนี้ ควรสอบถามให้ชัดเจนว่าบริการออกแบบรวมงานระบบวิศวกรรม การจัดทำ BOQ การประสานงานผู้รับเหมา และการตรวจงานระหว่างก่อสร้างหรือไม่ เนื่องจากแต่ละบริษัทอาจกำหนดขอบเขตบริการแตกต่างกัน

9. คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการจ้างทีมออกแบบและก่อสร้าง (FAQ)

Q: สร้างบ้านใหม่ต้องจ้างสถาปนิกหรืออินทีเรียก่อน?

สำหรับบ้านสร้างใหม่ควรเริ่มจากการวางแผนร่วมกับสถาปนิก และแนะนำให้มีอินทีเรียดีไซเนอร์เข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ระยะแรก เพื่อให้ผังอาคารและการใช้งานภายในสอดคล้องกัน

Q: รีโนเวทบ้านต้องใช้สถาปนิกและวิศวกรทุกครั้งหรือไม่?

ไม่จำเป็นทุกกรณี หากเป็นเพียงงานตกแต่งที่ไม่กระทบโครงสร้างหรือระบบสำคัญ อาจเริ่มจากนักออกแบบภายในได้ แต่หากมีการดัดแปลงอาคารหรือโครงสร้าง ต้องตรวจสอบข้อกำหนดและให้ผู้ประกอบวิชาชีพที่เกี่ยวข้องดำเนินงานตามความจำเป็น

Q: อินทีเรียดีไซเนอร์สามารถดูแลงานก่อสร้างได้หรือไม่?

อินทีเรียดีไซเนอร์สามารถให้บริการประสานงานด้านการออกแบบและตรวจสอบความสอดคล้องกับแนวคิดการออกแบบได้ตามขอบเขตที่ตกลงกัน แต่การบริหารงานก่อสร้าง การควบคุมคุณภาพ และการรับรองงานวิศวกรรมเป็นบทบาทที่ต้องกำหนดผู้รับผิดชอบให้เหมาะสม

Q: ผู้รับเหมาสร้างบ้านสามารถทำงานตกแต่งภายในได้หรือไม่?

สามารถทำได้หากมีทีมช่างและประสบการณ์ที่เหมาะสม แต่สำหรับงานบิลท์อินและรายละเอียดตกแต่งที่ซับซ้อน ควรพิจารณาผู้รับเหมาที่เชี่ยวชาญงาน Interior Fit-out โดยตรง

Q: ร้านค้าในห้างต้องมีวิศวกรหรือไม่?

ขึ้นอยู่กับลักษณะงานและข้อกำหนดของศูนย์การค้า โดยเฉพาะงานไฟฟ้า เครื่องปรับอากาศ ระบบป้องกันอัคคีภัย และงานระบบอื่นที่ต้องมีการออกแบบหรือรับรองจากผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง

Q: โครงการขนาด 100–500 ตารางเมตรจำเป็นต้องมี Project Manager หรือไม่?

ไม่จำเป็นต้องจ้าง PM แยกทุกโครงการ แต่ควรมีผู้รับผิดชอบการบริหารงาน ระยะเวลา การประสานงาน และการตัดสินใจที่ชัดเจน หากมีผู้รับเหมาหลายรายหรืองานซับซ้อน การจ้าง PM หรือที่ปรึกษาบริหารโครงการอาจช่วยลดความเสี่ยงได้

Q: ควรจ้างบริษัทออกแบบภายในก่อนหาผู้รับเหมาหรือไม่?

หากต้องการเปรียบเทียบราคาก่อสร้างจากผู้รับเหมาหลายรายอย่างเป็นธรรม ควรมีแบบและขอบเขตงานที่ชัดเจนก่อนขอราคา อย่างไรก็ตาม โครงการแบบ Design & Build อาจว่าจ้างบริษัทเดียวให้รับผิดชอบทั้งออกแบบและก่อสร้างได้ โดยควรตรวจสอบขอบเขตและความรับผิดชอบตามสัญญา

10. เริ่มต้นโครงการอย่างไรให้ได้พื้นที่ที่ตอบโจทย์และก่อสร้างได้จริง?

ไม่ว่าจะเป็นการสร้างบ้านใหม่ รีโนเวทอาคาร ออกแบบร้านอาหาร ร้านค้า หรือสำนักงาน การเลือกทีมงานที่เหมาะสมตั้งแต่เริ่มต้นเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้โครงการดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ

การออกแบบที่ดีควรสร้างสมดุลระหว่างการใช้งาน ความสวยงาม วัสดุ แสงสว่าง งบประมาณ และความเป็นไปได้ในการก่อสร้าง

Fractal Studio — Interior Design Studio in Bangkok

Fractal Studio ให้บริการออกแบบภายในสำหรับโครงการที่พักอาศัยและพื้นที่เชิงพาณิชย์ โดยให้ความสำคัญกับการวางผังพื้นที่ แนวคิดการออกแบบ การเลือกใช้วัสดุ แสงสว่าง และรายละเอียดที่ส่งผลต่อประสบการณ์การใช้งานจริง

บริการของเราครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาแนวคิดการออกแบบ การจัดทำภาพ Perspective การคัดเลือกวัสดุ การจัดทำแบบก่อสร้างภายใน ไปจนถึงการประสานงานด้านการออกแบบกับผู้เกี่ยวข้องตามขอบเขตโครงการ

หากคุณกำลังวางแผนสร้างบ้าน ตกแต่งคอนโด รีโนเวทอาคาร หรือเปิดร้านค้าและสำนักงานในกรุงเทพฯ และพื้นที่ใกล้เคียง สามารถติดต่อ Fractal Studio เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับแนวทางการออกแบบและประเมินขอบเขตบริการเบื้องต้น

Explore Our Interior Design Projects

Website: https://www.fractal-studios.com/works

Discuss Your Project with Fractal Studio

Website: https://www.fractal-studios.com/

Instagram: https://www.instagram.com/fractal.studio.bkk/

FRACTAL STUDIO
บทความโดย Fractal Studio — Bangkok-based Interior Design Studio

เนื้อหานี้เป็นแนวทางทั่วไปในการทำความเข้าใจบทบาทของทีมออกแบบและก่อสร้าง การจัดทีมและข้อกำหนดทางวิชาชีพสำหรับแต่ละโครงการต้องพิจารณาตามประเภทอาคาร ลักษณะงาน กฎหมาย และขอบเขตสัญญาที่เกี่ยวข้อง

กำลังมองหาทีมออกแบบภายใน?

ปรึกษางานออกแบบบ้าน คอนโด และพื้นที่ธุรกิจกับ Fractal Studio
พร้อมรับคำแนะนำเบื้องต้นด้านการออกแบบ ขั้นตอนการทำงาน และค่าบริการ

ปรึกษาโครงการผ่าน LINE
Previous
Previous

ออกแบบภายในบ้าน 200 ตร.ม. ใช้งบเท่าไร? เปรียบเทียบบ้านจัดสรรกับบ้านเปล่า พร้อมตัวอย่างราคาตกแต่งภายใน

Next
Next

วิธีเลือกผู้รับเหมาบิ้วอิน แบบไหนไม่ให้โดนโกง เทียบราคา BOQ และประเภทผู้รับเหมา